ปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋วๆ รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic

ปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋วๆ รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic

รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic ด้วยเทคนิคการรักษา โดยเริ่มจากการประเมินสาเหตุของสิวที่คนไข้พบ เพื่อทำการรักษาอย่างตรงจุด และเลือกใช้ยาสูตรเฉพาะสำหรับรักษาชนิดของสิวในระยะที่แตกต่างกันไป เนื่องจากในแต่ละระยะของสิวนั้น จำเป็นต้องใช้การรักษาที่ต่างกันค่ะ เพื่อไม่ให้เกิดการแพ้ และเกิดรอยด่างดำตามมาหลังการรักษานั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้สิวกับมากวนใจคนไข้อีกด้วยค่ะ  

‘ สิว ’ เป็นปัญหาสุดคลาสสิคที่อยู่คู่กับวัยรุ่นมาแต่ไหนแต่ไร

ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจ คือในยุคนี้ไม่ว่าจะวัยทำงาน หรือช่วงวัยกลางคน ยังคงเผชิญกับปัญหาสิวและในบางเคสพบว่า ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับสิวอยู่ ถึงแม้อายุมากแล้วก็ตาม 

ซึ่งจากผลวิจัยล่าสุด พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิวของคนยุคนี้นั้น มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ การทำความสะอาดเครื่องสำอางบนใบหน้า อย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงาน หรือมลพิษในอากาศที่มากขึ้นนั่นเอง 

” ในวันนี้แอดมิน มีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องสิว พร้อมทั้งวิธีการดูแลตัวเอง และเทคนิคป้องกันการเกิดสิวมาฝากกันค่ะ มาดูกันเลย ~ “

สิว คืออะไร ?

  • สิว คือ การอักเสบของผิวหนัง เนื่องจากมีการอุดตันของน้ำมัน + ขนอ่อน +เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว + แบคทีเรีย ภายในรูขุมขนค่ะ
สาเหตุของการเกิดสิว ปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋วๆ รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic

 

สาเหตุของการเกิดสิว

สาเหตุของการเกิดสิวนั้น มีหลายปัจจัย และอาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • ฮอร์โมน

เมื่อร่างกาของเราสร้างฮอร์โมน Androgen มากเกินไป ซึ่งมีหน้าที่ในการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหนัง และเกิดการอุดตัดในรูขุมขนของเรา รวมถึงการสะสมของแบคทีเรียบนผิว ส่งผลทำให้เกิดสิวตามมาค่ะ 

   *  นอกจากนี้ในเพศหญิง ฮอร์โมนประเภทนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน ส่งผลให้เกิดปัญหาสิวได้เช่นกันค่ะ

  • กรรมพันธุ์

กรณีที่พ่อแม่ หรือคนในครอบครัวของเรามีปัญหาเกี่ยวกับสิวนั้น ผิวของเราก็อาจจะพบปัญหาเดียวกันได้ค่ะ 

เนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรม เช่น สภาพผิว รูขุมขน ฯลฯ ที่คล้ายกัน สามารถส่งผลทำให้เกิดสิวได้เหมือนกันนั่นเอง 

  • เครื่องสำอางบางชนิด

การที่เราแต่งหน้าทุกวัน ย่อมเกิดการสะสมของสารเคมี ทำให้เกิดการอุดตันภายในรูขุมขน จนทำให้สิวเห่อได้เช่นกันค่ะ ดังนั้นควรเลือกเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบเป็น Oil Free เพื่อช่วยลดไขมันอันเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสิวอุดตัน ที่สำคัญล้างออกได้ง่ายด้วยค่ะ

  • ผลิตภัณฑ์แต่งทรงผม / แชมพู

ผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เราใช้อยู่เป็นประจำ อาจส่งผลทำให้เกิดสิวได้โดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสิวที่อาจจะเกิดขึ้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า Non-Comedogenic , Non-Acnegenic , Non-Clog Pores , Non-Ionic เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน อันเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวนั่นเองค่ะ

  • ความเครียด / พักผ่อนไม่เพียงพอ

ภาวะความเครียด หรือการนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ มีส่วนช่วยกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้ค่ะ

  • ล้างหน้าไม่สะอาด 

หากล้างหน้าไม่สะอาด หรือแม้แต่เช็ดเครื่องสำอางออกไม่หมด ก็จะทำให้เกิดสิวอุดตัน

  • สิ่งของเครื่องใช้สกปรก

สิ่งของที่มักเป็นแหล่งสะสมของพวกไรฝุ่น เชื้อโรค แบคทีเรีย เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ ซึ่งหากไม่หมั่นนำไปทำความสะอาด ก็จะก่อให้เกิดสิวค่ะ

  • ล้างหน้าบ่อยมากเกินไป หรือการขัดผิวอย่างรุนแรง

อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดสิวได้ค้ะ

  • บีบแกะสิว

การแกะบีบสิวเอง อาจทำให้ปัญหาสิวลุกลามแย่ลงได้ แถมยังเสี่ยงต่อการทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวไว้ให้ดูต่างหน้าด้วยค่ะ

  • ยาบางชนิด

ยาบางชนิดอาจกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้ เช่น โคสเตียรอยด์ วิตามินบี12 ยารักษาวัณโรค เป็นต้น

  • สิ่งแวดล้อม

ความชื้น แสงแดด อุณหภูมิ ฝุ่นละออง และมลพิษ ล้วนมีส่วนทำให้เกิดสิวได้ทั้งนั้นค่ะ

  • อาหาร

อาหารบางชนิดก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายค่ะ เช่นอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และถึงมีไขมันทรานส์

  • ดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ขึ้นชื่อว่า เป็นของเหลวที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังมากที่สุดค่ะ เพราะยิ่งดื่มก็ยิ่งจะมีแต่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ จนเป็นสิวเห่อขึ้นเต็มหน้าได้ค่ะ 

ประเภทของสิว ปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋วๆ รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic

 

ประเภทของสิว

เราเป็นสิวชนิดใด ?

เหนื่อยใช่ไหมคะ รักษาสิวมาทั้งชีวิต แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามันจะหายไปสักที สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการที่เราไม่รู้ว่าตัวเองนั้น เป็นสิวชนิดใดกันแน่ค่ะ ถามว่าทำไมต้องรู้ชนิดของสิวด้วยล่ะ ก็เพราะว่าสิวแต่ละชนิดมียาที่ใช้รักษาแตกต่างกันไปค่ะ ซึ่งบางครั้งยาที่เราใช้อยู่นั้น อาจไม่ตรงกับชนิดสิวที่เราเป็นก็ได้ค่ะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า เราเป็นสิวชนิดใด ประเภทไหน เพื่อที่จะรักษาได้ตรงจุดค่ะ

โดยหลักๆ แล้ว สิว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด 

1.สิวไม่อักเสบ 

เกิดจากการอุดตันภายในรูขุมขน 

  • สิวหัวดำ / สิวหัวเปิด (Open Comedone) ลักษณะตุ่มเล็กๆ มีจุดสีดำอุดตันอยู่ด้านบน
  • สิวหัวขาว / สิวหัวปิด (Closed Comedone) ลักษณะตุ่มเล็กๆ สีขาว เมื่อลองใช้มือสัมผัส จะรู้สึกว่าผิวไม่เรียบ 

2.สิวอักเสบ 

เกิดจากการอุดตันภายในรูขุมขน และพบอาการ ‘ อักเสบ ’ ร่วมด้วย

  •  สิวอักเสบนูนแดง (Papule) ลักษณะตุ่มนูนสีแดง ขนาดเล็ก ขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร
  •  สิวอักเสบมีหนองเห็นชัด (Pustule) ลักษณะตุ่มหนอง ขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร 
  •  สิวอักเสบตุ่มใหญ่ (Nodule) ลักษณะตุ่มหรือก้อน ขนาดใหญ่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจมีสีแดง หรือสีเนื้อก็ได้ โดยอาจพบหัวเดี่ยว หรือหลายหัวติดกันก็ได้ ถ้าแตกออก
  •  สิวซีสต์ / สิวหัวช้าง (Cyst) ลักษณะก้อนนูนแดงขนาดใหญ่ นิ่มๆ ภายในอาจมีหนองและเลือดปน

เราเป็นสิวระดับไหน ?

ระดับ 1 สิวเล็กน้อย (Mild)

  • อาจมีสิวอุดตันเป็นส่วนใหญ่ (สิวหัวดำหรือขาวปนกันไป)
  • อาจมีสิวอักเสบ ตุ่มแดง / ตุ่มหนอง
  • มีสิวอักเสบรวมกัน ไม่เกิน 10 จุด

ระดับ 2 สิวปานกลาง (Moderate)

  • มีสิวอักเสบแบบตุ่มแดง และตุ่มหนองขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร มากกว่า 10 จุดขึ้นไป
  • มีสิวก้อน หรือตุ่มขนาดใหญ่รวมกัน ไม่เกิน 5 จุด

ระดับ 3 สิวรุนแรง (Severe)

  • มีสิวหัวช้าง
  • มีสิวซีสต์ และก้อนนูนขนาดใหญ่มากกว่า 5 จุดขึ้นไป
เป็นสิวแล้วดูแลยังไงดี ?

 

เป็นสิวแล้วดูแลยังไงดี ?

  • เป็นสิวแล้วอย่ากลัวไปหาหมอ 

       กรณีเป็นสิวระดับ 1 อาจจะลองรักษาด้วยตัวเองดูก่อน โดยการทายา และกรณีเป็นสิวระดับ 2 – ระดับ 3 แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์จะดีกว่าค่ะ เนื่องจากว่าโดยปกติหากเป็นสิวถึงขั้นนี้แล้ว แพทย์จะแนะนำให้เริ่มทานยาควบคู่ไปกับการรักษาค่ะ ซึ่งการซื้อยามาทานเองก็อาจเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยาได้ ด้วยเหตุนี้ให้แพทย์ช่วยดูแลจะดีที่สุดค่ะ

  • เป็นสิวแล้วต้องระวังหากคิดจะซื้อยามารักษาเอง

หลายคนไม่อยากตั้งความหวังไว้กับการรักษาสิวด้วยตนเอง แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังไม่หมดความหวังในการหายามารักษาเองเช่นกันค่ะ การรักษาสิวด้วยตนเองนั้น มีสิทธิ์หายได้ เพียงแต่เราต้องศึกษาวิธีการใช้ยา เลือกยาให้ถูกชนิดของสิว เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังค่ะ โดยข้อควรระวังเบื้องต้นจากการรักษาสิวด้วยตนเอง มีดังนี้ค่ะ

  • ใช้ยาไม่ตรงกับชนิดของสิวที่ตัวเองเป็น เช่น เป็นสิวอุดตัน แต่ซื้อยาที่ใช้สำหรับสิวอักเสบมารักษา ก็จะทำให้ไม่เกิดผลใดๆ แถมยังสิ้นเปลืองอีกด้วยค่ะ
  • ไม่ควรทายาในปริมาณมากเกินไป หรือทาบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ค่ะ
  • ยาบางตัว จำเป็นต้องใช้ยาอีกตัวทาควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดการดื้อยา
  • ทายาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ยาที่มีกรดวิตามินเอ มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว ควรทาก่อนนอน เพราะหากทาในตอนเช้า อาจทำให้ผิวระคายเคือง และไวต่อแสงได้
  • ไม่ควรนวดคลึงยา เหมือนทาครีมบำรุง เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
  • ช่วงที่ทายาสิว ผิวจะแห้งอักเสบระคายเคือง ไม่ควรละทิ้งการทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

เป็นสิวแล้วควรเลี่ยงอาหารเหล่านี้

อาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นการเกิดสิวได้ โดยแบ่งอาหารออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ 

  •  ของกินที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (ของกินที่มีรสหวาน)  
  •  ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (นมพร่องมันเนย Skim milk) 
  •  อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (ของทอด หรืออาหารขยะ) *อาหารมีส่วนแค่กระตุ้นกระบวนการอักเสบ ไม่ใช่ทานเข้าไปแล้วทำให้หน้ามันจนเป็นสิวนะคะ 
  • ช็อคโกแลต ที่เชื่อกันว่า กินแล้วทำให้สิวขึ้น จริงๆ แล้วช็อคโกแลตไม่ได้ทำให้เกิดสิวนะคะ แต่เกิดจากในช็อคโกแลตนั้นมีน้ำตาล และไขมันอิ่มตัวสูง จึงกระตุ้นทำให้เกิดสิวค่ะ

ลองสังเกตว่าตัวเองสิวขึ้นเยอะ เมื่อรับประทานอาหารประเภทใดเข้าไป หากรู้ว่าอาหารนั้นทำให้สิวขึ้นก็ควรเลี่ยงก่อนค่ะ

เป็นสิวแล้วอย่าให้ขึ้นที่เดิมอีก

     พยายามอย่าบีบสิวรุนแรง หรือบีบเค้นสิวบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวและรูขุมขนบริเวณที่กดนั้นบิดเบี้ยวไปจากเดิม ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดการอุดตันได้ง่ายกว่าปกติ สิวจึงกลับมาขึ้นบริเวณนั้นได้ง่ายด้วยค่ะ

เป็นสิวแล้วไม่ควรบีบสิว

แนะนำว่า ควรให้คุณหมอช่วยดีกว่าค่ะ เพราะหลายคนผิวพังกันมา ก็เพราะว่ากดสิวกันเองนี่แหล่ะค่ะ ซึ่งการกดสิวที่ถูกวิธี จะช่วยให้ไม่เกิดรอยสิวชัดเจน และยังลดโอกาสการเกิดสิวซ้ำซากได้ด้วยนะคะ

เป็นสิวบ่อยอย่าลืมผลัดเซลล์ผิวบ้างนะ

การผลัดเซลล์ผิวไม่ว่าจะด้วยวิธีการสครับ ขัดผิว หรืออะไรก็ตามแต่ที่นวัตกรรมในยุคนี้จะสรรค์สร้างขึ้นมา ขอแนะนำว่าให้ทำบ้างนะคะ อาทิตย์ละครั้งก็ยังดีค่ะ เพราะการผลัดเซลล์ผิว เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ลดการเกิดสิวอักเสบด้วยค่ะ

สุดท้าย นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิวแล้ว แอดก็อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจและให้เวลากับมันนะคะ 

รักษาสิวแทบตาย​สุดท้าย แพ้ให้กับฝุ่น PM 2.5 

 

ฝุ่น PM 2.5 ทำลายผิวอย่างไร ?

 

“ พอฝุ่นกลับมาปุ๊บ สิวบนหน้าก็ถามหาปั๊บ แถมไม่หายอีกด้วย”

“ ฝุ่นมาปุ๊บ ผื่นเห่อปั๊บเลยจ้าาา ”

“ รักษาหน้าแทบตาย​ สุดท้ายมาแพ้ให้กับฝุ่น ”

 

โพสต์มากมายที่ผ่านไปมาบนหน้าไทม์ไลน์ตามสื่อโซเชี่ยล ณ เวลานี้ เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่า เจ้าฝุ่น PM 2.5 นั้น มันเริ่มกลับมาอีกแล้ว ! 

เป็นระยะเวลาหนึ่งปีกว่า ที่ฝุ่นร้าย PM 2.5 ยังคงล่องลอยในอากาศอยู่เคียงข้างไปกับชาวกรุงฯ อย่างไม่เคยห่างหายไปไหน ถึงแม้ว่าจะเคยเบาบางลงไปบ้างในช่วงหนึ่ง แต่แล้วเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าฝุ่นตัวปัญหาก็หวนกลับมาอีกครั้ง และแน่นอนว่า 

สาวๆ ที่ต้องเดินทางออกไปทำงานข้างนอก โดยต้องเผชิญกับมลภาวะบนท้องถนนอยู่ทุกวัน ย่อมสัมผัสกับฝุ่นพิษโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีการป้องกันหรือดูแล จะส่งผลกระทบต่อผิวหนังให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ทั้งเกิดผดผื่นคัน และยังกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้ง่าย ล้วนแต่จะทำให้ผิวดูแย่ลง 

ดังนั้นท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้ายที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ฝุ่นพิษมันจะสงบลงเมื่อไร นาทีนี้ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกเสียจากเราต้องช่วยเหลือตัวเองกันแล้วล่ะค่ะ สาวๆ ควรหาวิธีปกป้องและฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีกันด่วนเลยนะคะ  

ฝุ่น PM 2.5 ทำลายผิวอย่างไร ?

ฝุ่น PM 2.5 ทำไมถึงอันตราย ?

จากผลการสำรวจในแต่ละปีมลพิษทางอากาศได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก มากกว่าจำนวนคนที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่หรือสงครามเสียอีกค่ะ และยิ่งเป็นฝุ่นที่เรียกว่า PM 2.5 ด้วยแล้ว ระดับความอันตรายนั้นมีมากกว่าฝุ่นธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างแน่นอน

อันตราย ข้อแรก ก็เพราะว่ามันมีขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งมีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมเกือบ 30 เท่าเลยค่ะ เล็กจนขนาดขนจมูกของเราที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้น ไม่สามารถดักจับฝุ่นชนิดนี้ไว้ได้เลย ทำให้มันสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังภายนอกได้อีกด้วยค่ะ

อันตราย ข้อสอง ฝุ่น PM 2.5 ได้พัดพาเอาสารพิษชนิดอื่นเข้ามาด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ อันก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ค่ะ

 

  • สารหนู – ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ภาวะหายใจล้มเหลว และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ
  • ตะกั่ว – ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นพิการตั้งแต่กำเนิด ทำให้ IQ เด็กลดลง และโรคปัญญาอ่อนค่ะ
  • แคดเมียม – ก่อให้เกิดมะเร็ง โรคไต ความดันโลหิตสูง ปวดกระดูกสันหลัง 
  • ปรอท – ทำให้เป็นอัมพาต และเกิดโรคมินามาตะ (การบิดเบี้ยวของแขนอย่างรุนแรง)

 

ฝุ่น PM 2.5 ทำลายผิวอย่างไร ?

ฝุ่น PM 2.5 ทำลายผิวอย่างไร ?

      มีงานวิจัยมากมายจากต่างประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน หรือเกาหลีใต้ ที่เคยเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เข้าขั้นรุนแรง หรือเรื้อรังมานานกว่าบ้านเรา พบว่า

      ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลทำให้สารต้านอนุมูลอิสระของผิวลดลง อีกทั้งภูมิต้านทานผิวของเราก็ลดลงตามด้วยค่ะ และเมื่อเกราะป้องกันของผิวถูกทำลายลงเรื่อย ๆ แบบนี้ ก็จะส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคือง 

โดนอะไรนิดอะไรหน่อย ก็จะเกิดอาการอักเสบ หรือแพ้ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ  เช่น คนที่มีปัญหาสิวหรือไม่เคยก็ตาม เมื่อเจอกับฝุ่นพิษนี้เข้าไปแล้ว ก็จะไปกระตุ้นทำให้ เกิดสิวเห่อ กำเริบขึ้นมา ได้ค่ะ หรือ ในคนที่มีปัญหาฝ้ากระจุดด่างดำ พอเจอกับฝุ่นร้ายนี้เข้าไป ก็จะไปเน้นทำให้รอยต่าง ๆ พวกนี้เข้มขึ้นได้ค่ะ  และนอกจากผลกระทบข้างต้นแล้ว มลภาวะเหล่านี้ ยังส่งผลให้ผิวของเราเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่นก่อนวัยได้ง่ายค่ะ

‘ เรียกได้ว่าคนผิวดี ก็หนีไม่พ้นอันตรายจากมลภาวะเป็นพิษนี้ไปได้เช่นกัน ต้องดูแลตัวเองกันให้ดีเลย ’

 

ฝุ่น PM 2.5 ทำลายผิวอย่างไร ?

วิธีป้องกันและดูแลผิวให้ห่างไกลจากฝุ่น PM 2.5  

เคยได้ยินไหมคะว่าตัวการที่ทำให้ฝุ่นทำงานได้ดี นั่นก็คือ แสงแดด และที่ต้องเกริ่นเช่นนี้ก็เพราะว่า แดดในบ้านเรานั้นร้อนแรงอย่างที่ใคร ๆ ก็รู้กัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากคิดต่อเลยค่ะว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าฝุ่นร้าย จะทำงานได้ดีขนาดไหนในอากาศบ้านเรา คิดแล้วก็น่ากลัวนะคะ ดังนั้นจึงขอแนะนำวิธีที่ช่วยปกป้องผิว รวมถึงวิธีดูแลผิวในสภาวะอากาศเป็นพิษแบบนี้ มาดูกันค่ะ

 

  • ก่อนออกจากบ้าน ควร “ ใส่เสื้อแขนยาว และสวมหน้ากากกันฝุ่น ตั้งแต่ N95-N99 ” เพื่อไม่ให้สัมผัสกับฝุ่นโดยตรง และกรองไม่ให้ฝุ่นเข้าสู่ร่างกายไปได้ง่าย ๆ
  • ปกป้องผิวด้วยการ “ ทาครีมกันแดด ” ก่อนออกจากบ้านค่ะ ซึ่งเป็นตัวช่วยในการป้องกันผิวจากมลพิษได้ 
  • หลังจากออกไปข้างนอกแล้วกลับมาบ้าน ควร “ ชำระร่างกายด้วยสบู่ หรือสารทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ”
  • “ หลีกเลี่ยงการขัดถูผิว ” ทั้งผิวหน้าและผิวกาย เพราะอาจจะทำให้ผิวอ่อนแอและไวต่อสิ่งเร้า พอเจอฝุ่น PM 2.5 เข้าไปจะทำให้ผิวเสื่อมโทรมได้
  • ก่อนล้างหน้าควรทำความสะอาดหน้าด้วย “ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (MakeUp Remover) ” หรือ “ ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง ( Cleansing ) ” เพราะถึงแม้จะไม่ได้แต่งหน้าหรือทาแค่เพียงครีมกันแดด ก็ควรจะเช็ดออกให้สะอาด เพราะการล้างหน้าเพียงแค่ขั้นตอนเดียว ไม่สามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจด
  • ควรหมั่น “ ทาสกินแคร์ ” เป็นประจำ เพราะครีมนั้นเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันไว้ด่านแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ PM 2.5 สัมผัสผิวโดยตรง
  • ขับของเสียออกจากผิวหน้าด้วยเทคนิคการ Detox ผิว เพื่อชำระล้างสารพิษ เชื้อโรค สิ่งตกค้างจากเครื่องสำอาง หรือแม้แต่ฝุ่นควัน ช่วยปรนนิบัติผิวได้อย่างล้ำลึก อีกทั้งการดีท็อกซ์ผิวนั้นเป็นการป้องกันการเกิดสิว ผื่นคันได้อีกด้วยค่ะ

  

เมื่อในวันนี้ปัญหาฝุ่นได้กลายมาเป็นเรื่อง ที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้ง แถมก็ไม่รู้ด้วยว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไร หรือจะเป็น วัฏจักรวนลูปไปอีกนานแค่ไหน 

ดังนั้นเราควรหันมาใส่ใจ ดูแลตัวเองไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้เรารอดพ้นอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ไปด้วยกัน 

Promotion!! Oxy Detox Pro ด้วย 8 ขั้นตอนสุดพิเศษเพื่อ การดีท็อกซ์ผิวอย่างล้ำลึก

 

หมดโปรเมื่อฝุ่นหมดไป ด่วนจำนวนจำกัด!!

 

 

ปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋วๆ รักษาสิวที่ไหนดี ต้องที่ Doctor Mek Clinic

และหากท่านสนใจบทความ และบริการอื่นๆ ของเราสามารถอ่านได้ที่นี่ค่ะ

สุดท้ายนี้ หากสนใจข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับฟิลเลอร์ สามารถเข้าไปรับชมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับของคลินิกเราได้ตามช่องทางดังนี้ค่ะ  Website , Facebook Page , Youtube 

DoctorMekClinic-Button-Share