[รวมฮิต] ปัญหาใต้ตา และวิธีแก้ไข ถุงใต้ตา บอกลาความเป็น แพนด้าในตัวคุณ

วันที่อัพเดตล่าสุด

รวมปัญหาใต้ตา

เคยรู้สึกไหมคะ เวลาส่องกระจก รู้สึกว่าใบหน้าดูโทรมมากกก ดูเหนื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่นอนก็เยอะแล้วนะ แล้วทำไมถึงยังดูอิดโรยอยู่อีกล่ะเนี๊ย โดยเฉพาะตรงใต้ตาเนี๊ยแหละ ตัวดีเลย ทั้งคล้ำ ทั้งลึกโหล แถมมีถุงไขมันใต้ตา ไหนจะร่องน้ำตาชัดอีกเป็นปัญหาที่จุกจิกกวนใจใคร ทำยังไงก็ไม่หายสักที ตาแบบว่าคล้ำมาก คอลซีลเลอร์อายครีมใดๆ ก็เอาไม่อยู่

สงสัยกันไหมคะ ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ?

โดยหลักๆ แล้วปัญหาใต้ตาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยเหล่านี้ค่ะ

1.อายุที่เพิ่มขึ้น

เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาใต้ตามากขึ้น เนื่องจาก คอลลาเจนลดลง ส่งผลให้โครงสร้างบริเวณใต้ตานั้น เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ กระดูกเบ้าตาเสื่อมเกิดการทรุดตัวลง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบๆดวงตามีการหย่อนตัวมากขึ้น ผิวขาดคอลลาเจนมากขึ้น

2. การพักผ่อนน้อย

การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือดื่มน้ำปริมาณที่น้อย ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำใต้ตาได้ค่ะ

3. โรคประจำตัว

เช่น ภูมิแพ้ เป็นสาเหตุของปัญหาใต้ตาคล้ำที่พบได้บ่อยมากๆ

4. การเสริมจมูก

ในปัจจุบันที่ศัลยกรรมจมูก (เสริมจมูก) ได้รับความนิยมมาก แต่มักมีอาการบวมช้ำเขียวหลังทำหัตถการ บริเวณรอบๆ และยังทิ้งความคล้ำช่วงใต้ตา นั่นเพราะว่ามีการคั่งของเม็ดสีของเลือดเก่าๆที่ยังถูกดูดซึมไปไม่หมดแม้ว่าจะยุบบวมไปแล้วก็ตาม ทำให้บางคน ใต้ตาคล้ำ ไม่กลับมาสดใสเหมือนก่อน

เชื่อว่าหลายๆ คนที่อ่านถึงตรงนี้คงต้องลุกไปส่องกระจกดูกันแล้ว ว่าตัวเองมีถุงใต้เกิดขึ้น หรือยัง แล้วถ้ามีถุงใต้ตาแล้ว จะทำไงดีเนี๊ย!!
STOP STOP STOP !! หยุดก่อน หยุดเลยอย่าพึ่งตกอกตกใจไปค่ะ เพราะความสวยมักมีทางออกเสมอค่ะ

วันนี้แอดมินมีวิธีการแก้ปัญหาถุงใต้ตา ใต้ตาคล้ำ มาฝากกันค่ะ
ส่วนหัวข้อที่ แอดมินนำมาฝากวันนี้ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร

ฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยจะทำการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในบริเวณใต้ตา เพื่อเติมเต็มช่องว่างใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นดูตื้น อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังเป็นการเติมใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ผิวหน้าของเรากลับมาเต่งตึง แลดูอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ เพราะโดยปกติแล้ว ผิวหนังของมนุษย์เรานั้น จะมีส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ผิวเต่งตึงอยู่ตลอด นั่นคือ ใยคอลลาเจน ที่ร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง และเมื่อเราเริ่มอายุเพิ่มมากขึ้นการสร้าง ใยคอลลาเจน ในผิวหนังจะค่อยๆ ลดลง ตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิด ริ้วรอยขึ้นบนใบหน้าของเรา ซึ่งตำแหน่งที่สามารถเห็นได้ชัดที่สุด คือบริเวณใต้ตาของเรานั่นเองค่ะ
โดยการ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จะทำให้ถุงใต้ตาดูลดลง และผิวบริเวณนี้ดูเรียบเนียนขึ้นจนดูเหมือนถุงใต้ตาดีขึ้นได้

ซึ่งฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้นได้แก่ HA Filler กับ FAT Filler ค่ะ

ระหว่าง HA Filler กับ FAT Filler อย่างไหนดีกว่ากัน

ระหว่างการ ฉีดฟิลเลอร์ กับการ ฉีดไขมัน เป็นคำถามที่คนไข้ส่วนใหญ่อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เพราะทั้งการ ฉีดฟิลเลอร์ และการ ฉีดไขมัน ต่างก็เป็นการฉีดสารเติมเต็มเหมือนกัน แพทย์บางท่านอาจจะแนะนำให้ ฉีดฟิลเลอร์ ในขณะแพทย์บางท่านก็แนะนำให้ฉีดไขมัน งั้นเราลองมาดูข้อแตกต่าง ข้อดี และข้อเสีย ของการฉีดไขมัน และ ฟิลเลอร์ กันค่ะ

 

HA ฟิลเลอร์ คือ อะไร

ฟิลเลอร์นั้นเป็นสารจำพวก Hyaluronic acid ที่สกัดจากธรรมชาติโดยผ่านกรรมวิธีคัดแยกแบบพิเศษ ทำให้มีความปลอดภัยต่อผิวมาก จึงไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบการแพ้ก่อนรับการฉีดค่ะ และโอกาสการเกิดการแพ้น้อยมากๆๆ ซึ่งในวิจัยพบว่าอาการแพ้อาจเกิดจากการแพ้ยาชา ซึ่งถ้าเคยฉีดยาตอนถอนฟัน หรือยาชาตอนทำแผลมาแล้วไม่เกิดอาการแพ้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เพราะเป็นยาชาชนิดเดียวกันเลย

HA ฟิลเลอร์ คือ อะไร

Hyaluronic Acid คืออะไร ?

Hyaluronic Acid คือ กรดที่ร่างกายของเราผลิตขึ้นมาเองได้ มีอยู่ทั่วไปตามร่างกาย และโดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะและเซลล์ เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสี และเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น บริเวณหัวเข่า ถ้าขาดสารตัวนี้ จะมีผลทำให้การเดินจะเจ็บปวดเพราะว่าไม่มีตัวช่วยลดการเสียดสีระหว่างกระดูก ข้อต่อนั่นเอง นอกจากนี้ในวงการแพทย์ถูกใช้นำมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางทั้งร่างกายและผิวพรรณค่ะ

ข้อดีของการฉีด HA Filler (Hyaluronic Acid Filler)

1. เจ็บน้อยกว่า และไม่เกิดแผลเป็น
2.แก้ปัญหาใต้ตาได้ครบ ทั้ง ใต้ตาคล้ำ ขอบตาดำ ตาโหลลึก และ ถุงใต้ตา
3. ไม่มี Downtime หรือมีก็น้อยมาก และหากได้รับการฉีดโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลเลอร์โดยเฉพาะ รับรองความปลอดภัยได้เลย
4. การฉีด HA Filler (Hyaluronic Acid Filler) แทบไม่ต้องพักฟื้น
5. การฉีด HA Filler (Hyaluronic Acid Filler) จะใช้เวลาน้อย เวลาในการฉีดประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น และเห็นผลได้ทันทีหลังฉีด
6. สาร HA Filler (Hyaluronic Acid Filler) มีโมเลกุลหลายรูปแบบ ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ดีและดูเนี้ยบกว่ามาก
7. Hyaluronic acid ปลอดภัยมาก เป็นสารชนิดเดียวกับที่ชั้นผิวเรามีตามธรรมชาติอยู่แล้ว โอกาสที่จะแพ้จึงน้อยมากๆๆ โดยคนที่แพ้ฟิลเลอร์มักเกิดจากแพ้ยาชาในฟิลเลอร์มากกว่า แต่ถ้าเคยฉีดยาชาถอนฟันแล้วไม่แพ้ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นยาชนิดเดียวกัน

ข้อเสียของการฉีด HA Filler (Hyaluronic acid filler)

1. HA Filler (Hyaluronic Acid Filler) ราคาต่อซีซี ค่อนข้างสูงกว่า FAT Filler แต่บางเคสที่ฉีดไขมัน(FAT Filler) ไปแล้วสลายหายไปหมดเลยก็มี [ถึง HA Filler จะแพงกว่า แต่มีความคุ้มค่ามากกว่า]
2. บางรายอาจมีอาการปวด ,บวม แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1 ถึง 2 วัน

FAT Filler (ฉีดไขมัน) คืออะไร

FAT Filler (ฉีดไขมัน) คืออะไร

การ ฉีดไขมันหน้า เป็นการปลูกถ่ายไขมัน (Autologous fat grafting) คือดูดไขมันจากที่หนึ่งไปเติมอีกที่เพื่อหวังว่าเซลล์ไขมันที่ดูดไปนั้น จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ เปรียบเสมือนการปลูกถ่ายเนื้อเยื่ออย่างหนึ่งเลย

ข้อดีของการฉีดไขมัน (FAT Filler)

1. ราคาต่อซีซีดูเหมือนจะถูกกว่า
2. เพราะเป็นการใช้ไขมันตัวเอง เหมือนจะช่วยลดไขมันส่วนเกินได้ แต่ไขมันที่ถูกนำออกไปอย่างรวดเร็วนั้น เมื่อร่างกายเกิดช่องว่างในชั้นไขมัน ก็จะมีการสะสมไขมันเพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้นกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
3.หากได้ไขมันที่มีสเตมเซลล์ที่ดี ก็จะช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นกระจ่างใส ลดรอยยับและปัญหารูขุมขน

ข้อเสียของการฉีดไขมัน (FAT Filler)

1. เจ็บซ้ำซ้อน เพราะต้องดูดไขมัน(FAT Filler)ของเราออกมาก่อน
2. สสารของไขมัน (FAT Filler) จะมีขนาดใหญ่กว่าสาร HA Filler (Hyaluronic Acid Filler) ฉนั้น
การฉีดไขมันจะต้องใช้เข็มที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็จะทำให้เจ็บมากกว่า และด้วยเข็มที่ใหญ่กว่า โอกาสที่จะแทงทะลุเข้าเส้นเลือดก็มีมากกว่าเช่นกัน
3. การฉีดไขมัน (FAT Filler)ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า HA Filler (Hyaluronic Acid Filler)
4. หากว่าร่างกายของเราผอมมากๆ หรือวัยของเรามากขึ้น ไขมัน (FAT Filler) ที่ได้จะมีคุณภาพที่ไม่ค่อยดีพอที่จะนำมาใช้
5. เมื่อได้ไขมัน (FAT Filler) ที่ไม่มีคุณภาพ ไขมันบางเซลล์จะมีโอกาสตายและลดลงได้ มีงานวิจัยนึงของเกาหลี เปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของไขมัน เมื่อฉีดเข้าไป ภายใน 3 เดือน จาก 100% จะลดลงไปเหลือเพียงแค่ 20% เท่านั้น
6. การฉีดไขมัน (FAT Filler)เข้าไปในร่างกายของเรามีโอกาสทำให้เกิดตาบอดมากกว่า HA Filler (มีผลการวิจัยรับรองจาก Literature Review)

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคนพูดกันว่าการ ฉีดฟิลเลอร์ นั้นอันตราย ปัญหานี้โดยส่วนใหญ่แล้วมันจะเกิดจากการ ฟิลเลอร์ไม่บริสุทธ์ หรือ ฟิลเลอร์ปลอม ซึ่งสารเจือปนดังกล่าวได้เกิดการตกค้างในร่างกาย ทำให้เกิดอาการบวม ใบหน้าผิดรูป นั่นเอง

ซึ่งในกรณีฟิลเลอร์แท้นั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าสู้ร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไปฟีลเลอร์แท้จะสามารถละลายออกได้เองถึง 99% และเหลือไว้เพียงส่วนที่คอลลาเจนอีลาสตินที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวในส่วนที่เราฉีดฟิลเลอร์เข้าไป เพียง 1% เท่านั้นเอง
สรุปได้ว่าการฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัว หรืออันตรายอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดอันตรายนั้น คือที่ ฟิลเลอร์ที่ใช้ นั้นเองค่ะ

ฉีด PRP THERAPY เติมความสวย ด้วยเลือดตัวเอง

ฉีด PRP THERAPY เติมความสวย ด้วยเลือดตัวเอง

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการรักษาโรค รวมถึงด้านความงาม และหนึ่งในเทคโนโลยีการรักษาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่การนำเลือดตัวเองมารักษา หรือเสริมความงาม ที่เรียกกันว่า การฉีด PRP (Platelet Rich Plasma) นั่นเองค่ะ

PRP (Platelet Rich Plasma) คืออะไร ?

PRP (Platelet Rich Plasma) เป็น เทคนิคทางการแพทย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้เลือดของคนไข้เอง เพื่อมารักษาตัวเอง
ส่วนในวงการความงามนั้น การนำเลือดของตัวเองมารักษาทางด้านผิวพรรณ โดยทำการนำเลือดที่ได้ มาผ่านขบวนการคัดแยกเกล็ดเลือดออกจาก โดยจะออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เกล็ดเลือดไม่เข้มข้น เซลล์เม็ดเลือดแดง และ เซลล์เม็ดเลือดขาว + เกล็ดเลือดเข้มข้น (หรือ PRP นั่นเอง) ซึ่งในเกร็ดเลือดประเภทนี้ มีสารที่เรียกว่า Growth Factor ซึ่งเป็นสารที่มีความสามารถในการกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast ให้สร้าง Collagen มากขึ้นนั่นเอง Growth Factor คืออะไร ?
Growth Factor คือ สารชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในในร่างกายของเราค่ะ โดยสารชนิดนี้มีความสามารถในการช่วยกระตุ้นให้เซลล์ให้เพิ่มจำนวน เจริญเติบโต และพัฒนาการของเซลล์ได้

ขั้นตอนในการฉีด PRP

  1. แพทย์จะทำการเจาะเลือด จากบริเวณต้นแขน 30 – 60 cc
  2. นำเลือดที่ได้มาใส่ลงในหลอดที่ออกแบบมาเฉพาะ และนำเข้าสู่ขบวนการปั่นแยกเกล็ดเลือดที่สมบูรณ์ เพื่อเอา Growth Factor
  3. นำเกล็ดเลือดที่ได้ หรือ PRP ทำการฉีดเข้าสู่ร่างกายเช่น ใบหน้า ต้นแขน ต้นขา หนังศรีษะ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ PRP (Platelet Rich Plasma)

  1. ทำให้ใบผิวหน้าดูกระจ่างใส อ่อนกว่าวัยลง
  2. ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังที่ถูกทำลาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Collagen

โดยระยะเวลาสำหรับทำ PRP (Platelet Rich Plasma) นั้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาน 1 ชม. 30 นาที ค่ะ

ข้อดี

  1. ปรับสภาพผิวหนังใต้ตาให้ดูกระจ่างใสขึ้นได้ชั่วคราว

ข้อเสีย

  1. ระยะเวลาการคงสภาพค่ะ ซึ่งหลังจากทำ PRP แล้วจะอยู่ได้เพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นค่ะจากวิจัย
    อ้างอิง
  2. ต้องเจ็บตัว 2 ขั้นตอน จากการเจาะเลือด และ การฉีดPRPเข้าใบหน้า
  3. มักใช้เป็นเข็มแหลมในการฉีด มีรอยช้ำจากเข็มแหลมได้ง่าย โดยเฉพาะคนผิวบาง หรือหลอดเลือดฝอยเยอะ
  4. ไม่สามารถแก้ปัญหาถุงไขมันใต้ตา หรือถุงใต้ตาได้

นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยพบว่า แม้ PRP จะช่วยในการฟื้นฟูผิวได้แต่ มีเพียง 8 % เท่านั้น ที่ให้ผลน่าพอใจพึง ซึ่งอีก 92% ที่เหลือนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากผลที่ได้รับจะเป็นการกระตุ้นให้ผิวหนังมีการสร้างหลอดเลือด คอลาเจนเอง ผลลัพธ์จึงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทำให้ต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้งค่ะ

 

อ้างอิง. http://article.sapub.org/10.5923.j.ajdv.20140305.03.htm

อ้างอิง. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6260498/

RF Laser ยกกระชับ

RF Laser ยกกระชับ

RF Laser คืออะไร ?

RF (Radio Frequency) คือ เทคโนโลยีด้านผิวพรรณที่ช่วยยกกระชับผิว ซึ่งได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และองค์การอาหาร และยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนนาดา กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศแถบเอเชีย ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย สามารถช่วยปรับผิวให้กระชับ แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งการทำศัลยกรรม

หลักการทำงานของ RF

โดยการปล่อยคลื่นไฟฟ้าอ่อนในรูปของคลื่นวิทยุในช่วงความถี่ 0.3 – 0.5 MHz (เมกะเฮริตซ์) ที่ปลอดภัย พลังงานจากกระแสไฟในช่วงคลื่นความถี่วิทยุสามารถผ่านทะลุผิว ชั้นบนเพื่อไปเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นลึกและประสานไปกับการนวดพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลเวียน กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนรูปของพลังงานจากภายใน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 3°C – 5°C
โดยการทำ RF นั้นจะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณที่ได้รับการรักษาดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัว ช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ

ข้อดีของการทำ RF ยกกระชับหน้า

  •  RF ช่วยในเรื่องการกระชับสัดส่วน ทำการรักษาเนื่องจาก RF จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี และช่วยให้เกิดการหดตัว รัดตัว ของกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อ บริเวณที่รการรักษา ทำให้ผิวหนังกระชับขั้นนั่นเอง
  •  RF ช่วยขจัดไขมัน สลายไขมัน เซลลูไลท์และไขมันที่สะสมอยู่ตามต้นแขน ต้นขา เอว สะโพก หน้าท้อง ให้ลดลง

ผลที่ได้จากการทำ RF เครื่องยกกระชับหน้า

  • ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับของเสียออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำเหลือง
  • ช่วยเร่งให้เกิดการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย
  • ช่วยขจัดไขมัน และเซลลูไลท์
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคลอลาเจนใหม่ส่งผลให้บริเวณที่ทำ RF ผิวแรียบเนียนและกระชับขึ้น
  • คลินิกความงามจึงนำประโยชน์จาก RF มาใช้กระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนมากขึ้น แก้ปัญหาริ้วรอยเล็กๆใต้ตา และเพิ่มความกระชับใต้ตามากขึ้น

แต่ มีข้อเสียคือ ผลที่ได้รับจะต้องขึ้นกับสภาพผิว การตอบสนองของแต่ละบุคคลด้วย และไม่สามารถแก้ปัญหาถุงไขมันใต้ตา หรือถุงใต้ตาได้

ฉีดวิตามินผิวใต้ตา

ฉีดวิตามินผิวใต้ตา

เป็นการปรับสภาพเม็ดสีใต้ตา ให้ดูกระจ่างใสขึ้น ริ้วเล็กๆดูเนียนขึ้นได้ แต่มักไม่ช่วยในส่วนของ หลุมลึกใต้ตา ตาโหล หรือถุงใต้ตา

ระยะเวลาขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

ผ่าตัดถุงใต้ตา

ผ่าตัดถุงใต้ตา

ผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

การผ่าตัดถุงใต้ตา เป็นการศัลยกรรมเพื่อตัดเอาหนังตาล่างออกร่วมกับการดูดไขมันใต้ตาออก และเย็บเนื้อเยื่อที่หุ้มถุงไขมัน ให้ตึงแข็งแรงเหมือนเดิม ทำให้ดูเต่งตึง หน้าตาสดใส ดูอ่อนวัยลงได้ เหมาะกับผู้ที่มีไขมันใต้ตามากผิดปกติ และมีผิวหนังของตาล่างหย่อนตัวมาก จากพันธุกรรมหรือวัยที่มากขึ้น

ข้อดี

  • ลงทุนครั้งเดียว
  • อยู่ได้เกือบถาวร แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้อีก

ข้อเสีย

  • ไม่ช่วยเรื่องใต้ตาคล้ำ ตาโหลลึก
  • ต้องใช้เวลาในพักฟื้น
  • หลังผ่าตัดถุงใต้ตา จะเกิดเบ้าตาโหลลึกมาก จนบางท่านอาจเสียความมั่นใจไป
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน หลังผ่าตัด
    1. อาจเกิดการติดเชื้อของแผล แผลอักเสบ เป็นหนอง หากแผลสัมผัสกับน้ำ หรือสิ่งสกปรก
    2. หนังตาด้านล่างตึงมากจนดึงรั้งเปลือกตาให้ห่างจากลูกตาจนเกิดลักษณะที่เรียกว่า ตาแหก
    3. อาจเกิดรอยแผลเป็น หากการเย็บแผล และการดูแลแผลไม่ดีพอ

 

ร้อยไหม ใต้ตา

การร้อยไหม คืออะไร

หลักการของการร้อยไหม

คือ การใช้ไหมละลายขนาดเล็กจำนวนมาก มาทำการร้อยในบริเวณผิวหนังใต้ตาของคนไข้ โดยไหมนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้ผิวหนังใต้ตาเกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นจำนวนมาก ส่งผลทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดการกระตุ้นให้เซลล์สร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวบริเวณใต้ตากลับมาเต่งตึง และกระชับขึ้นค่ะ 

โดยจะเห็นผลภายใน 1 – 3 เดือน และโดยส่วนใหญ่เมื่อเวลาผ่านไป 6 – 8 เดือน เส้นไหมอาจจะหลุดจากชั้นผิว ทำให้ผลอยู่ได้ไม่นานเท่าตามที่โฆษณา

 

ข้อดี ของการร้อยไหมใต้ตา

  • ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก
  • ใช้เวลาทำไม่นาน สะดวกรวดเร็ว
  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องการวางยาสลบ
  • ไม่มีรอยแผลขนาดใหญ่ให้เป็นที่กังวลใจ ไม่ต้องพักฟื้นระยะเวลานาน

ข้อควรระวัง ของการร้อยไหมใต้ตา

  • แม้ไม่ใช่การผ่าตัด แต่ก็เกิดความเจ็บจากการฉีดยาชา และจากการร้อยไหม
  • มีโอกาสทำให้ เกิดอาการผิวหนังบวมแดง ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้ไหมละลายได้ 
  • มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ กรณีใช้อุปกรณ์ไม่สะอาด 
  • อาจเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างยกกระชับไม่เท่ากันได้
  • ช่วงแรกหลังการร้อยไหม จะพบอาการบวม แต่จะค่อยๆ ยุบบวม และดีขึ้นตามลำดับ และกรณีที่ใช้เทคนิคการร้อยที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะเกิดผลลัพธ์ในระยะยาวได้
  • การร้อยไหมที่ใช้ไหมที่ไม่ละลาย จะทำให้มีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และเป็นอันตรายในระยะยาว 

ผลข้างเคียงหลังการ ร้อยไหมใต้ตา

อาจจะทำให้เกิดอาการบวมแดง และพบรอยช้ำได้ เนื่องจากบริเวณใต้ตานั้นมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก ซึ่งเส้นเลือดดังกล่าวมีโอกาสแตกได้ ส่งผลให้เกิดรอยช้ำนั่นเอง นอกจากนี้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่ได้รับการกระตุ้น อาจจะรู้สึกตึงอย่างมาก แต่อาการเหล่านี้จะหายได้เองในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ และสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติค่ะ

การร้อยไหมจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 1 เดือน

ในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากการใช้เข็มสอดเส้นไหมจำนวนมากเข้าไปที่ผิวหนัง ส่งผลให้เเกิดพังผืดใต้ผิวหนัง  และหากร้อยไหมตื้นเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดพังผืดที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นในบริเวณที่ทำการรักษาได้ด้วยเช่นกันค่ะ

 

โดยสรุปแล้ว ก่อนตัดสินใจทำหัตถการใดๆ นั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินรูปหน้า ปัญหาที่เป็น และ การแก้ปัญหาตรงจุดอย่างถูกวิธี จะได้ไม่มานั่งเสียใจนะจ๊ะ

อ่านบทความอื่นๆ ของเราได้ที่ ➥คลิ๊กเลย!

Doctor Mek Clinic ของเราขอการันตีด้วย รางวัลยอดฉีดฟิลเลอร์มากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศไทยในปี 2018 ปี

และกล้าการันตี ด้วย “ รีวิวจากคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการของเรา ” ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ความประทับใจจากการฉีดฟิลเลอร์ของเราเยอะมากๆ (คลิก! ดูรีวิว)

ของเรานั่นเองค่ะ

 

DoctorMekClinic-Button-Share

[Total: 0    Average: 0/5]
Copyright © 2019 All rights reserved.
error: Alert: Content is protected !!